วิธีเลือกเครื่องผสมเสียงให้เหมาะกับงาน
เครื่องผสมเสียงทำหน้าที่รวมสัญญาณเสียงจากหลายแหล่ง เช่น ไมโครโฟน เครื่องเล่นเพลง และทีวี แล้วปรับแต่งก่อนส่งต่อไปยังเครื่องขยายเสียง เป็นอุปกรณ์สำคัญของห้องคาราโอเกะ ห้องประชุม และระบบโฮมเธียเตอร์ รุ่นเด่นในหมวดนี้คือ Sound Processor แบบ DSP 5.1 Channel รุ่น BTH-KSP-100 ที่เน้นงานคาราโอเกะและความบันเทิงในบ้านโดยเฉพาะ
- ระบบ DSP ปรับเสียงแบบดิจิทัล: เครื่องผสมเสียงที่มีชิป DSP ประมวลผลเสียงแบบดิจิทัล ช่วยปรับเอคโค่ รีเวิร์บ และโทนเสียงร้องได้ละเอียดกว่าวงจรอนาล็อกแบบเดิม เสียงร้องจะกลมกลืนกับดนตรีมากขึ้น และหลายรุ่นบันทึกค่าที่ปรับไว้ได้ ไม่ต้องตั้งใหม่ทุกครั้ง
- จำนวนแชนเนลเอาต์พุต: รุ่น 5.1 Channel อย่าง BTH-KSP-100 แยกสัญญาณออกเป็นลำโพงหน้า ลำโพงเซอร์ราวด์ เซ็นเตอร์ และซับวูฟเฟอร์ เหมาะกับห้องที่ต้องการทั้งดูหนังและร้องคาราโอเกะในระบบเดียว ถ้าใช้แค่ลำโพงคู่เดียว เครื่องแบบสเตอริโอธรรมดาก็เพียงพอ
- ช่องไมโครโฟนและการปรับแต่งเสียงร้อง: งานคาราโอเกะควรมีช่องไมค์อย่างน้อยสองช่อง พร้อมปุ่มปรับเอคโค่และคีย์เพลงแยกอิสระ เช็กด้วยว่ามีระบบตัดเสียงหอนหรือปรับความถี่เสียงร้องได้หรือไม่ เพราะเป็นตัวตัดสินว่าเสียงร้องจะฟังสบายหรือแสบหู
- ช่องรับสัญญาณเข้าครบตามอุปกรณ์ที่มี: ไล่รายการอุปกรณ์ที่จะต่อจริง เช่น ทีวี กล่องคาราโอเกะ เครื่องเล่นเพลง แล้วเทียบกับช่องอินพุตของเครื่อง ทั้งแบบออปติคัลและ RCA การมีช่องครบตั้งแต่แรกช่วยเลี่ยงการซื้อตัวแปลงสัญญาณเพิ่มภายหลัง
- ความเข้ากันกับแอมป์และลำโพงที่ใช้อยู่: เครื่องผสมเสียงแบบโปรเซสเซอร์ไม่มีภาคขยายในตัว ต้องส่งสัญญาณต่อไปยังเพาเวอร์แอมป์ ตรวจให้แน่ใจว่าจำนวนเอาต์พุตของเครื่องรองรับจำนวนแชนเนลของแอมป์และลำโพงที่วางแผนไว้ทั้งระบบ
คำถามที่พบบ่อย
เครื่องผสมเสียงต่างจากมิกซ์แอมป์อย่างไร? เครื่องผสมเสียงหรือโปรเซสเซอร์ทำหน้าที่ผสมและปรับแต่งสัญญาณเท่านั้น ต้องใช้คู่กับเพาเวอร์แอมป์ ส่วนมิกซ์แอมป์รวมภาคขยายมาในตัว ระบบแบบแยกชิ้นปรับแต่งได้ละเอียดและอัปเกรดทีละส่วนได้ ส่วนแบบรวมติดตั้งง่ายกว่า
ใช้ระบบ 5.1 ร้องคาราโอเกะอย่างเดียวคุ้มไหม? ถ้าร้องเพลงอย่างเดียวและใช้ลำโพงคู่เดียว ระบบสเตอริโอก็เพียงพอ แต่ถ้าห้องเดียวกันใช้ดูหนังฟังเพลงด้วย ระบบ 5.1 จะคุ้มกว่าเพราะได้ประสบการณ์เสียงรอบทิศทางในเครื่องเดียวโดยไม่ต้องสลับอุปกรณ์